top of page
Search
  • Writer's pictureCoachTai Musicparent

Ep.387 ตัวโน้ตบนฝ่ามือ



มิซูกิวัยเด็กมีฐานะไม่ดี เกือบจะไม่ได้เรียนต่อเมื่อจบมัธยมปลายแล้ว แต่มีครูศิลปะคนนึงที่ค้นพบความสามารถของเธอ จึงไปพูดคุยกับคุณแม่ทำให้มิซูกิได้เรียนต่ออาชีวะด้านการออกแบบเสื้อผ้าและเครื่องประดับ แล้วเธอก็ได้เป็นดีไซเนอร์เสื้อผ้ามากว่า 20 ปี แต่บริษัทที่ทำงานมาด้วย16 ปีกำลังจะเลิกกิจการ พอดีกับที่เพื่อนสมัยมัธยมปลายโทรมาบอกว่าครูศิลปะที่เปลี่ยนชีวิตเธอกำลังป่วยหนักรักษาไม่หาย

.

เรื่องราวก็เป็นเรื่องของคนรอบ ๆ ตัวเธอ ทั้งครอบครัวของเธอที่มีแม่ พี่ชาย และพ่อที่เป็นคนขับ taxi มีครอบครัวเพื่อนบ้านที่อยู่แฟลตเดียวกันมีลูกชาย 3 คน ซึ่ง 2 คนโตเรียนชั้นเดียวกับพี่ชายกับเธอ ในเรื่องก็เล่าถึงซีนที่ญี่ปุ่นเศรษฐกิจรุ่งเรืองหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนที่ฟองสบู่จะแตก เรื่องราวความแตกต่างของฐานะทางเศรษฐกิจของบ้านของเธอและเพื่อนที่โรงเรียน เธอต้องช่วยแม่ทำงานตั้งแต่ประถม การ bully กันของเด็ก ความรักความสัมพันธ์ของตัวละครที่บางช่วงให้ความรู้สึกว่าเป็นแบบนี้ก็ได้หรอ แบบที่คาดไม่ถึง

.

เรื่องโดยรวมต่ายว่าอ่านแล้วเป็น vibe ที่ดูจะออกแนวเศร้า ทุกคนต่างก็มีปัญหา ซึ่งเราอาจจะรู้หรือไม่รู้ เรื่องของความสัมพันธ์ที่ไม่ได้สมหวังทุกครั้ง คนที่เหมือนชีวิตจะ perfect เค้าก็มีปัญหาของเค้า มีเรื่องของความตายของคนในครอบครัว แต่ที่น่าแปลกใจคือขณะที่อ่านก็มีน้ำตาให้เปียกหมอนบ้าง แต่อ่านจบแล้วรู้สึกว่าตัวเองได้พลังงานที่ดีกลับมาทำให้อยากจะลุกขึ้นมาทำอะไรที่ค้างคาไว้หลายอย่าง กลายเป็นพลังบวกเป็น vibe ที่สั่นสะเทือนสูงค่ะ

.

ส่วนที่เป็น highlight สำหรับต่ายเป็นประโยคหนึ่งที่ พี่ชายคนโตของบ้านพี่น้อง 3 คนบอกน้องคนเล็กไว้ ตอนที่รู้ว่าน้องโดน bully โดนเพื่อนที่โรงเรียนแกล้งปาบอลใส่จนบาดเจ็บเพราะน้องไม่กล้ารับบอลตอนที่เรียนดอดจ์บอล พี่ชายบอกว่า ‘คนเรามีวิธีสู้แตกต่างกัน แค่หาวิธีของตัวเองให้เจอแล้วลงมือทำตามนั้นก็พอ’ พี่สอนให้น้องคนเล็กเริ่มต้นจากกล้าที่จะมองบอลแล้ววิ่งหนีบอล แต่น้องคนกลางก็แย้งว่าถ้ายังรับบอลไม่ได้ก็จะแพ้แล้วก็จะโดนแกล้งอยู่ดี พี่ชายบอกว่าแค่วิ่งหนีบอลไปเรื่อย ๆ ก็เป็นวิธีสู้ของน้องแล้ว น้องอาจจะไม่กล้ารับบอล แต่อย่างน้อยก็กล้ามองบอลแล้วก็หนีให้ทันก็ดีแล้ว

.

เรื่องนี้ต่ายมา reflect กับตัวเองว่าแต่ละคนก็มีวิธีของตัวเอง อย่างลูกเราบางเรื่องก็อาจจะไม่ได้ดังใจเรา แต่ให้เราเชื่อเถอะว่าทุกคน (รวมทั้งลูกของเราด้วย) เค้าจะมีวิธีแก้ปัญหาของเค้าได้เอง เหมือน mindset ของโค้ชที่เชื่อว่า โค้ชชีจะมีทรัพยากรภายในตัวเค้าที่เค้าจะแก้ปัญหาของเค้าได้เอง เพราะเค้าเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดและเป็นทุกแง่มุมของปัญหาค่ะ

Comments


bottom of page