top of page
Search
  • Writer's pictureCoachTai Musicparent

ถ้ามีลูกเรียนออนไลน์อยากให้แวะมาอ่านค่ะ Ep.235 เรียนออนไลน์มีปัญหา นักจิตวิทยามีทางออก


ขณะนี้สิ่งที่ทุกบ้านต้องพบเจอเหมือนกันคือเรื่องการเรียนออนไลน์ของลูก ที่คดว่าเทอมนี้เราก็คงต้องเรียนออนไลน์กันไปทั้งเทอม คุณพ่อคุณแม่ก็ต้อง work from home บางบ้านก็ต้องฝากให้คุณปู่ย่าตายายช่วยดูเวลาที่ลูกเรียนออนไลน์ และอีกหลายๆปัญหา สรุปการพูดคุยของ อ.เกลล์ อ.อลิสา รัญเสวะ เจ้าของเพจ จิตวิทยาเด็กและวัยรุ่นโดยนักจิตวิทยา

.

การเรียน online ต้องดูตามช่วงอายุ แต่ละวัยคุณพ่อคุณแม่ให้การ support ไม่เหมือนกัน สำหรับ 3-5 ขวบชอบการเคลื่อนที่ เคลื่อนที่เพื่อเรียนรู้ ใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ online ทำให้นั่งอยู่กับที่ไม่ได้เรียนรู้ตามพัฒนาการ การเรียนจึงควรเป็นคุณครูออกแบบกิจกรรมให้ผู้ปกครองไปทำร่วมกับเด็กมมากกว่าให้เด็กนั่งดูจอยาว ๆ

.

สำหรับเด็กประถมอายุ 6 ขวบขึ้นไป สำหรับการเรียน online ผู้ปกครองต้องช่วย support และขอให้ลดความคาดหวังลง การเรียนเป็นสิ่งที่เด็กไม่ชอบอยู่แล้ว ให้ลองนึกว่าถ้าเราต้องดูสารคดีหนัก ๆ ที่เราเองก็ไม่ชอบติดกัน 40 นาที เราก็คงไม่สามารถมีสมาธิจดจ่อได้ตลอดเวลาเล่นกัน การที่ลูกอาจจะมีแอบเปิดจออื่น แอบแชทกับเพื่อน เป็นเรื่องธรรมดาที่ลูกก็ทำอยู่แล้วตอนที่อยู่ที่โรงเรียน แต่เราไม่เคยเห็น เช่นลูกอาจจะมองออกไปนอกหน้าต่าง แอบคุยกับเพื่อน แอบอ่านการ์ตูน แต่คุณครูอยู่กับนักเรียนจึงช่วยจัดการได้ การเรียน online คุณครูไม่สามารถจัดการเองได้ อย่างน้อยคุณพ่อคุณต้องช่วยให้เด็กไม่เปิดหลายหน้าต่าง และให้เปิดกล้องตอนที่เรียนตลอด ถ้าให้คุณปู่ย่าตายายช่วยดู ให้ต่อคอมเข้ากับทีวีแล้วไม่ใช่เด็กไปจับคอมเลยก็เป็นทางช่วยทางนึงค่ะ

.

สำหรับเด็กมัธยมก็ไม่ชอบเรียน online เช่นกัน เด็กที่ชอบเรียน online คือเด็กที่ไม่ได้ชอบเข้าสังคม

.

ตอนนี้มีกระแสว่าหยุดเรียนไปเลย 1 ปีดีไหม เพราะเรียน online ก็ไม่ได้ประสิทธิภาพเท่ากับเรียนที่โรงเรียนอยู่แล้ว ประเด็นนี้ อ.เกลล์ ตอบชัดเจนว่าไม่ควรหยุด เพราะการเรียน online แม้จะไม่ได้เท่าเรียนที่โรงเรียนแต่ลูกก็ยังได้อะไรบ้าง ถ้าหยุดไปเลยสมองลูกก็จะไม่ได้ความรู้ใหม่ ๆ เลย เหมือน freeze การเรียนรู้ไป 1 ปีเลย นอกจากเนื้อหาในบทเรียนที่ลูกพอจะได้บ้าง ก็ยังมีทักษะทางสังคมที่ลูกก็ยังได้เรียนรู้จากการเรียน online เช่น การวางตัวในชั้นเรียน เราจะปฏิบัติกับผู้ที่มีอายุมากกว่า (คุณครู) อย่างไรให้เหมาะกับกาลเทศะ การปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ในบ้านจะไม่ formal เท่ากับคุณครู และการจะประพฤติอย่างไรกับคนในวัยเดียวกัน (เพื่อน) แม้ว่าจะมีลูกฝาแฝดก็จะไม่ได้ฝึกทักษะนี้ที่ต้องพบกันคนอื่น ๆ จาก background ที่ต่างกัน และได้ฝึกเป็นผู้นำ ผู้ตาม การแก้ปัญหา การทำตามกติกาสังคม ทักษะการสื่อสารปรับภาษากับครู

.

การอยู่กับจอนาน ๆ เกิน 4 ชม จะช่วยความก้าวร้าวในตัวเราทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ในตัวมีความก้าวร้าว จอปรับคลื่นสมองทำให้อยากระบายพลังออกมาบวกกับการไม่ได้ออกไปทำกิจกรรม เราช่วยให้ลูกผ่อนคลายได้ ช่วงเบรกระหว่างคาบให้ลูกทำกินกรรมที่เค้าชอบ เช่น วาดรูประบายสี เล่นเกม กินกรรมที่ไม่ได้ใช้จอ

.

สำหรับการบ้าน การบ้านเป็นงานของลูก เด็กแต่ละคนมีความรับผิดชอบไม่เท่ากัน ไม่มีเด็กคนไหนชอบการบ้าน การบ้านให้การเรียนรู้เพิ่มเติม ต้องให้ เพราะไม่รู้ว่าเรียนยังไงให้ ไม่รู้ว่าเด็กเรียนรู้ในห้องเรียนยังไง เพราะการตอบสนองไม่พอ โรงเรียนนัดกันอย่าให้การบ้านพร้อม ๆ กัน สำหรับพ่อแม่มี 3 แบบในการช่วยลูกทำการบ้าน

1.พ่อแม่ perfect ช่วยลูกทำและสอนการบ้านลูก บางทีช่วยทำเลยเพราะกลัวลูกได้คะแนนไม่ดี

2.พ่อแม่ช่วยดูแลให้ทำให้เสร็จ ไม่ได้หวังว่าต้องทำถูกหมด

3.พ่อแม่ที่ไม่สนใจเลย อันนี้แล้วแต่ลูกเลยว่าจะทำไหม

เราควรเป็นพ่อแม่แบบที่ 2 ให้เด็กทำเอง ถ้าผิดครูจะได้รู้ว่าต้องเน้นตรงไหนให้เข้าใจ ถ้าเราทำให้ลูกทำถูกหมด เด็กจะเสียโอกาสครูจะไม่รู้ว่าเด็กทำไม่ได้

.

การเรียน online และ การ work from home สำหรับหลายบ้านทำให้ตารางชีวิตเราเปลี่ยนไปจากเดิม เราควรคงตารางให้เหมือนเดิม เคยตื่นและทำกิจกรรมต่าง ๆ ตอนไหนก็ทำเวลาเดิม และต้องไม่ลืม quality time เวลาที่เรากินข้าว ได้พูดคุยและสบตากันจริง ๆ ความเครียดแก้ได้ด้วยการมีเวลาคุณภาพด้วยกันค่ะ ถ้าลูกเห็นเราประชุม online ลูกจะอยากเข้ามาหา ให้เรากอดลูกให้อิ่มแล้วเค้าจะไม่มากวนเราอีก ให้เค้ารู้ว่าเค้ามีความสำคัญมากกว่าจอที่พ่อแม่กำลังดูอยู่ ถ้าเราไม่สนใจลูกจะยิ่งเรียกร้องค่ะ และพยามยามให้ลูกอยู่กับจอนอกเหนือจากการเรียนน้อยที่สุดค่ะ

.

สำหรับบ้านไหนที่ลูกจะต้องไปสอบเรียนต่อที่อื่นก็จะเครียดว่าลูกจะแข่งกับเด็กคนอื่นได้ไหม ขอให้มองว่าตอนนี้เด็กทุกคนเท่ากัน เด็กคนอื่นก็ต้องเรียน online เหมือนกัน ไม่ได้มีใครได้เปรียบใคร และให้มองหาโรงเรียนที่เหมาะกับลูก

.

การที่ลูกไม่กล้าตอบคำถามครู ตอนเป็นเด็กเราก็ไม่ได้อยากตอบตลอดเวลา ลูกกล้าตอบแค่ตอนครูถามก็ดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องอยากตอบตลอด ครูก็ต้องช่วยจี้ถาม และเน้นว่าต้องเปิดกล้อง สำหรับลูกที่อายพ่อแม่ไม่กล้าตอบ เพราะเค้าอยากให้พ่อแม่ภูมิใจ ให้รัก ไม่อยากทำผิดต่อหน้าพ่อแม่ เราต้องให้ลูกรู้ว่าพลาดได้ ลดการตำหนิ เราเองก็ทำผิด เด็กกลัวพ่อแม่ไม่ยอมรับ กลัวพ่อแม่ผิดหวัง ให้ใส่ใจที่ขบวนการไม่ใช่ผลลัพธ์ เช่น ลูก focus ได้ 5 นาทีให้ชม แค่ทำไม่ต้องใส่ใจผล ยังไงพ่อแม่ก็ภูมิใจที่ลูกได้ลอง ได้ตอบ

.

ลูกอยากไปโรงเรียนเพราะไม่มีเพื่อน เราเป็นเพื่อนกับลูกได้ การเคลื่อนไหวร่างกายเด็กชอบให้เราออกแบบกิจกรรมให้ การขยับช่วยให้หายเครียด ทำกิจกรรมร่วมกัน ขีดเส้นเป็นวงกลม ตัวยู ตัวหนอน ให้กระโดดข้ามวางสิ่งกีดขวาง ให้เราเป็นครูพละ ให้กระโดด โยน ขว้างของตามเป้าหมาย ปั่นจักรยาน เอาสิ่งกีดขวาง เอาชอล์กไปขีด ให้ปั่นตามเส้น

.

สรุปประเด็นหลัก ๆ คือ พ่อแม่ต้องลดความคาดหวังในเรื่องพฤติกรรมขณะเรียนของลูก ลูกไม่สามารถนั่งหลังตรง ตั้งใจเรียน ไม่วอกแวก เลยได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว (เราเองก็ยังทำไม่ได้ตลอดชั่วโมงการทำงานเรา) และโรงเรียนกับผู้ปกครองเป็นทีมเดียวกัน ทางโรงเรียนอยากให้เด็กทำ ต้องดูด้วยว่าผู้ปกครองทำไหวไหม สำหรับเรื่องการบ้านให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยดูให้ลูกทำการบ้านให้ครบค่ะไม่ต้องหวังผลเลิศว่าลูกต้องตอบได้ถูกทุกข้อ

.

เป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองทุกคนนะคะ เราจะผ่านมันไปด้วยกันค่ะ


#เลี้ยงลูกเล่นดนตรี, #โค้ชต่าย, #Musicparent, #Music, #Parent, #Coaching, #EF, #ดนตรี, #เลี้ยงลูก, #ปรึกษา, #พัฒนา, #StrengthFinder, #ค้นหาพรสวรรค์, #โค้ชแม่ต่าย, #StrengthCoach, #Gallup, #CoachTai

Commenti


bottom of page